บทที่ 4 ท่านเป็นของข้าแล้ว

ตอนที่ 4 ท่านเป็นของข้าแล้ว

“จุ๊บ!”

ริมฝีปากนุ่มแตะลงบนริมฝีปากของเขาเพียงชั่วอึดใจ ราวกับเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน แต่กลับทำให้อวิ๋นเฉิงนิ่งงันไปทั้งร่าง

ดวงตาคมที่เคยสงบนิ่งอยู่เสมอเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความเยือกเย็นและสุขุมที่เขารักษามาตลอดหลายปีพลันแตกสลายลงในชั่วพริบตา ใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดปรากฏความตกตะลึงอย่างชัดเจน

เขาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวตรงหน้าจะกล้าทำเช่นนี้

 อวิ๋นเฉิงก็ได้สติ มือใหญ่รีบดันร่างเล็กออกจากตัวอย่างรวดเร็ว ทว่าการกระทำนั้นไม่ได้รุนแรง หากเต็มไปด้วยความตกใจและความพยายามควบคุมตนเอง

พลั่ก!

อิ่งหลัวเซถอยหลังไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก ส่วนอวิ๋นเฉิงกลับยืนนิ่ง สีหน้าเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง คิ้วเข้มขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง พยายามซ่อนความวุ่นวายในใจ

ดวงตาคมของเขาเต็มไปด้วยทั้งความตกใจ ความตำหนิ และความจนใจ

“คุณหนูสาม!”

น้ำเสียงนั้นหนักแน่นกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่น้ำเสียงของอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนศิษย์ธรรมดา แต่เป็นเสียงของบุรุษที่กำลังพยายามเตือนหญิงสาวตรงหน้าให้รู้ว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด”

อิ่งหลัวกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนยกยิ้มอย่างมั่นใจ นางไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาซุกซนเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความกล้าเหมือนคนที่ตัดสินใจมาแล้ว

“ข้ารู้”

นางตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ ก่อนก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครั้ง นิ้วเรียวเล็กยกขึ้นจิ้มลงบนแผงอกแข็งแรงของเขาอย่างไม่เกรงกลัว

“หากวันนี้ท่านไม่ตอบรับ ข้าจะจุมพิตท่านจนกว่าท่านจะตอบ”

คำพูดนั้นทำให้อวิ๋นเฉิงชะงักไปอีกครั้ง เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก ไม่รู้ควรตำหนินางหรือควรยอมแพ้ให้กับความดื้อดึงนี้

อิ่งหลัวยกคางขึ้นเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายด้วยความมั่นใจ ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น

“ท่านอาจารย์...ข้าจุมพิตท่านแล้ว ท่านเป็นของข้าแล้ว”นางเอ่ยอย่างมีแต้มต่อ

“ท่านอาจารย์... ท่านเป็นของข้าแล้ว”

สิ้นเสียงนั้น

“คัดได้สิบจบก็หลับแล้วเช่นนั้นหรือ!?”เสียงตำหนิที่ดังขึ้นทำให้อิ่งหลัวสะดุ้งตื่นทันที

นางลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนมองซ้ายมองขวาด้วยความสับสน ใบหน้าเล็กยังคงมีร่องรอยตกใจ หัวใจเต้นแรงราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์จริงมา

เมื่อครู่นี้...นางฝันไปหรอกหรือ!?

อิ่งหลัวกะพริบตาหลายครั้ง ก่อนยกมือแตะริมฝีปากของตนเองอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าค่อย ๆ ร้อนผ่าวขึ้นมา

แม้แต่ในความฝัน นางก็ยังกล้าทำเช่นนั้นกับท่านอาจารย์จริง ๆ

“ศิษย์จะรีบคัดต่อเจ้าค่ะ”นางยิ้มอย่างโง่งมก่อนจะจับพู่กันอีกครั้ง


ยามเฉิน(09:00-10:59)วันต่อมา

เจินกั๋วกงกับบุตรสาวคนเล็กนั่งประจันหน้ากันที่โต๊ะหินมุมเดิม สถานที่ซึ่งทั้งสองมักใช้เวลาว่างเล่นหมากล้อมด้วยกันเป็นประจำ กระดานหมากล้อมสีดำขาววางอยู่ตรงกลาง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงเม็ดหมากกระทบกระดานเป็นระยะ

อิ่งหลัวใช้นิ้วเรียวคีบเม็ดหมากสีขาว พลางก้มมองกระดานด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบิดาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกระดาน

“ท่านพ่อ... พี่ใหญ่กับพี่รองออกเรือนไปเช่นนี้ ท่านไม่เหงาหรือเจ้าคะ”น้ำเสียงของนางฟังดูแผ่วลงกว่าปกติ ดวงตากลมโตทอดมองใบหน้าของผู้เป็นบิดาราวกับรอฟังคำตอบ

เจินเหิงอวี้ วัยสี่สิบแปดหนาวไม่ได้รีบตอบ เขายังคงจ้องกระดานหมากล้อมด้วยสมาธิเต็มที่ นิ้วมือคีบเม็ดหมากสีดำหมุนเล่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงอย่างมั่นคง

“เหงาแล้วอย่างไร” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “สมรสพระราชทานไม่อาจขัดได้”แม้จะสนทนาไปด้วย แต่สายตาของเขากลับไม่ละจากกระดานหมากล้อมแม้แต่น้อย

อิ่งหลัวแอบอมยิ้มบาง ๆ นางรู้ดีว่าบิดาเป็นคนจริงจังเวลาเล่นหมากล้อมเพียงใด แต่ต่อให้ชวนนางคุยเรื่องใด เขาก็ยังสามารถวางหมากได้อย่างแม่นยำเสมอ

ตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งสองมักใช้เวลาร่วมกันเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง และเจินกั๋วกงก็ยอมรับอยู่ในใจว่าบุตรสาวคนเล็กผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านหมากล้อมไม่น้อย หากฝึกฝนต่อไป วันหนึ่งอาจเก่งกาจยิ่งกว่าเขาเสียอีก...แม้เขาจะไม่ค่อยอยากยอมรับความจริงข้อนี้ก็ตาม

อิ่งหลัวก้มลงมองกระดาน ก่อนจะวางหมากสีขาวอย่างแช่มช้า“ท่านพ่อ... ในอนาคต ท่านจะผลักไสข้าให้ออกเรือนหรือไม่”

คำถามนั้นทำให้เจินกั๋วกงชะงักไปเพียงครู่ เขาเงียบ ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาวางลงอย่างสุขุม

“หากเป็นสมรสพระราชทาน ย่อมไม่มีทางขัดได้”อิ่งหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์เล็ก ๆ

“เช่นนั้น หากลูกพึงใจบุรุษผู้ใด ท่านก็ไปสู่ขอบุรุษผู้นั้นให้ลูกสิเจ้าคะ เช่นนี้ลูกก็ไม่ต้องถูกราชโองการบังคับแล้ว”

สิ้นคำ บรรยากาศเงียบงันไปชั่วอึดใจ เจินกั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวทันที คิ้วเข้มขมวดแน่น สีหน้ากึ่งตกใจกึ่งปวดหัว

“ช่วยทำตัวให้เหมือนสตรีหน่อยได้หรือไม่!”เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พลางหยิบหมากดำวางลงบนกระดานแรงกว่าปกติเล็กน้อย สีหน้าแสร้งดุ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนระอา

คำดุของบิดาไม่ได้ทำให้อิ่งหลัวหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับกัน นางยกยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายซุกซน ก่อนจะคีบหมากสีขาววางลงอย่างมั่นใจ

“ข้าชนะแล้ว”

“นี่เจ้า!”

เจินกั๋วกงรีบก้มมองกระดานหมากล้อมตรงหน้า สีหน้าชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะไล่มองตำแหน่งเม็ดหมากอย่างไม่อยากเชื่อ...แพ้อีกแล้ว!

ทั้งที่เขาเป็นผู้สอนนางด้วยตนเองแท้ ๆ แต่ช่วงหลังกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้บุตรสาวคนเล็กอยู่บ่อยครั้ง อิ่งหลัวเพิ่งได้ร่ำเรียนกับหานอวิ๋นเฉิง ฝีมือกลับพัฒนาถึงเพียงนี้…

เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองอิ่งหลัวด้วยสีหน้าจริงจัง พยายามรักษาศักดิ์ศรีของผู้เป็นบิดาไว้เต็มที่

“จำไว้...”เขาชี้นิ้วไปที่นางช้า ๆ พลางลดเสียงลงราวกับกำลังบอกความลับสำคัญ“อย่าได้แพร่งพรายเรื่องที่พ่อแพ้เจ้าให้ผู้ใดรู้เด็ดขาด”

อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะ ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ก่อนจะรีบพยักหน้ารับหลายครั้งอย่างว่าง่าย

“เจ้าค่ะ ลูกจะปิดเป็นความลับ”นางตอบ ในใจกลับนึกถึงอาจารย์ผู้สอนเคล็ดลับบางอย่างให้ก่อนหน้า

นางยังคงยืนยันกับตนเองว่าจะต้องหาวิธีเกี้ยวหานอวิ๋นเฉิง และจะเป็นฮูหยินเขาให้ได้!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป